--------------------------------------------------------------------------------------------------
--------------------------------------------------------------------------------------------------

 

วันฮาโลวีน (Halloween)

บทความจาก : วิกิพีเดีย

 

 

 

วันฮาโลวีน (Halloween) เป็นงานฉลองในคืนวันที่ 31 ตุลาคม ประเทศทางตะวันตก เด็กๆ จะแต่งกายเป็นภูตผีปีศาจพากันชักชวนเพื่อนฝูงออกไปงานฉลอง มีการประดับประดาแสงไฟ และที่สำคัญคือแกะสลักฟักทองเป็นโคมไฟ เรียกว่า แจ๊ก-โอ'-แลนเทิร์น (jack-o'-lantern)

 

การฉลองวันฮาโลวีนนิยมจัดกันในสหรัฐอเมริกา ไอร์แลนด์ สหราชอาณาจักร แคนาดา และยังมีในออสเตรเลีย กับนิวซีแลนด์ด้วย รวมถึงประเทศอื่นในทวีปยุโรปก็นิยมจัดงานวันฮาโลวีนเพื่อความสนุกสนาน

 

ประวัติ

  • ในวันที่ 31 ตุลาคม ที่จะถึงนี้ เป็น วันฮาโลวีน (Halloween) ซึ่งเป็นวันที่ชาวชาติตะวันตก นิยมแต่งกายเป็นภูตผีปีศาจและพาเพื่อนฝูงไปงานเลี้ยงฉลองกัน โดยในวันฮาโลวีนนั้น จะมีการประดับแสงไฟ ต่างๆ ให้คล้ายกับเมืองภูตผีปีศาจ โดยสัญลักษณะของวันฮาโลวีน คือ โคมไฟฟักทองแกะสลัก เรียกกันว่า แจ๊ก โอแลนเทิร์น (Jack-o lantern) ซึ่งประเทศที่นิยมจัดงานในวันฮาโลวีนได้แก่ สหรัฐอเมริกา สหรราชอาณาจักร (อังกฤษ) แคนาดา และชาติต่างๆ อีกมากมาย แต่ในโซนเอเซียบ้านเราไม่ค่อยได้รับความนิยมมากนัก
  • วันที่ 31 ต.ค. เป็นวันที่ชาว เคลต์ (Celt) ซึ่งเป็นชนพื้นเมืองเผ่าหนึ่งในไอร์แลนด์ ถือกันว่า เป็นวันสิ้นสุดของฤดูร้อน และวันต่อมา คือ วันที่ 1 พ.ย. เป็นวันขึ้นปีใหม่ ซึ่งในวันที่ 90 ต.ค. นี่เองที่ชาวเคลต์เชื่อว่า เป็นวันที่มิติคนตาย และคนเป็นจะถูกเชื่อมโยงเข้าด้วยกัน และวิญญาณของผู้ที่เสียชีวิตในปีที่ผ่านมาจะเที่ยวหาร่างของคนเป็นเพื่อสิงสู่ เพื่อที่จะได้มีชีวิตขึ้นอีกครั้งหนึ่ง เดือดร้อนถึงคนเป็น ต้องหาทุกวิถีทางที่จะไม่ให้วิญญาณมาสิงสู่ร่างตน ชาวเคลต์จึงปิดไฟทุกดวงในบ้าน ให้อากาศหนาวเย็น และไม่เป็นที่พึงปรารถนาของบรรดาผีร้าย นอกจากนี้ยังพยายามแต่งกายให้แปลกประหลาด ปลอมตัวเป็นผีร้าย และส่งเสียงดังอึกทึก เพื่อให้ผีตัวจริงตกใจหนีหายสาบสูญไป
  • บางตำนานยังเล่าถึงขนาดว่า มีการเผา "คนที่คิดว่าถูกผีร้ายสิง" เป็นการเชือดไก่ให้ผีกลัวอีกต่างหาก แต่นั่นเป็นเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นตั้งแต่ก่อนคริสตกาล ที่ความคิดเรื่องผีสางยังฝังรากลึกในจิตใจมนุษย์ ต่อมาในศตวรรษแรกแห่งคริสตกาล ชาวโรมันรับประเพณีฮาโลวีนมาจากชาวเคลต์แต่ได้ตัดการเผาร่างคนที่ถูกผีสิงออก เปลี่ยนเป็นการเผาหุ่นแทน กาลเวลาผ่านไป ความเชื่อเรื่องผีจะสิงสูร่างมนุษย์เสื่อมถอยลงตามลำดับ ฮาโลวีนกลายเป็นเพียงพิธีการ การแต่งตัวเป็นผี แม่มด สัตว์ประหลาดตามแต่จะสร้างสรรค์กันไป ประเพณีฮาโลวีนเดินทางมาถึงอเมริกาในทศวรรษที่ 1840 โดยชาวไอริชที่อพยพมายังอเมริกา สำหรับประเพณี ทริกออร์ทรีต (Trick or Treat แปลว่า หลอกหรือเลี้ยง) นั้น เริ่มขึ้นในราวคริสต์ศตวรรษที่ 9 โดยชาวยุโรป ซึ่งถือว่า วันที่ 2 พ.ย. เป็นวัน 'All Souls' พวกเขาจะเดินร้องขอ 'ขนมสำหรับวิญญาณ' (soul cake) จากหมู่บ้านหนึ่งไปยังอีกหมู่บ้านหนึ่ง โดยเชื่อว่า ยิ่งให้ขนมเค้กมากเท่าไร วิญญาณของญาติผู้บริจาคก็ได้รับผลบุญ ทำให้มีโอกาสขึ้นสวรรค์ได้มากเท่านั้น!
  • ส่วนตำนานที่เกี่ยวกับฟักทองนั้น เป็นตำนานพื้นบ้านของชาวไอริช ที่กล่าวถึง แจ๊คจอมตืด ซึ่งเป็นนักเล่นกลจอมขี้เมา วันหนึ่งเขาหลอกล่อปีศาจขึ้นไปบนต้นไม้ และเขียนกากบาทไว้ที่โคนต้นไม้ ทำให้ปีศาจลงมาไม่ได้ จากนั้นเขาได้ทำข้อตกลงกับปีศาจ 'ห้ามนำสิ่งไม่ดีมาหลอกล่อเขาอีก' แล้วเขาจะปล่อยปีศาจลงจากต้นไม้ เมื่อแจ็คตายลง เขาปฏิเสธที่จะขึ้นสวรรค์ ขณะเดียวกันปฏิเสธที่จะลงนรก ปีศาจจึงให้ถ่านที่กำลังคุแก่เขา เพื่อเอาไว้ปัดเป่าความหนาวเย็นท่ามกลางความมืดมิด และแจ็คได้นำถ่านนี้ใส่ไว้ในหัวผักกาดเทอนิพที่ถูกเจาะให้กลวง เพื่อให้ไฟลุกโชติช่วงได้นานขึ้น ชาวไอริชจึงแกะสลักหัวผักกาดเทอนิพ และใส่ไฟในด้านใน อันเป็นอีกสัญลักษณ์ของวันฮาโลวีน เพื่อระลึกถึง 'การหยุดยั้งความชั่ว' Trick or Treat เพื่อส่งผลบุญให้กับญาติผู้ล่วงลับ และพิธีทางศาสนาเพื่อทำบุญวันปีใหม่ แต่เมื่อมีการฉลองฮาโลวีนในสหรัฐอเมริกา ชาวอเมริกาพบว่า ฟักทองหาง่ายกว่าหัวผักกาดมาก จึงเปลี่ยนมาใช้ฟักทองแทน หัวผักกาดจึงกลายเป็นฟักทองด้วยเหตุผลฉะนี้

 

ประเพณีทริกออร์ทรีต

  • ประเพณีทริกออร์ทรีต ในสหรัฐอเมริกาคือการละเล่นอย่างหนึ่งที่เด็ก ๆ เฝ้ารอคอย ในวันฮาโลวีนตามบ้านเรือนจะตกแต่งด้วยโคมไฟฟักทองและตุ๊กตาหุ่นฟางที่เป็นส่วนหนึ่งของเทศกาลประเพณีเก็บเกี่ยว (Harvest) ในช่วงเดียวกันนั้น แต่ละบ้านจะเตรียมขนมหวานที่ทำเป็นรูปเม็ดข้าวโพดสีขาวเหลืองส้มในเม็ดเดียวกัน เรียกว่า Corn Candy และขนมอื่นๆไว้เตรียมคอยท่า ส่วนเด็กๆ ในละแวกบ้านก็จะแต่งตัวแฟนซี Halloween Costumes เป็นภูตผีมาเคาะตามประตูบ้าน โดยเน้นบ้านที่มีโคมไฟฟักทองประดับ (เพราะมีความหมายโดยนัยว่าต้อนรับพวกเขา) พร้อมกับถามว่า "Trick or treat?" เจ้าของบ้านมีสิทธิที่จะตอบ treat ด้วยการยอมแพ้ มอบขนมหวานให้ภูตผี(เด็ก)เหล่านั้น ราวกับว่าช่างน่ากลัวเหลือเกิน หรือเลือกตอบ trick เพื่อท้าทายให้ภูตผีเหล่านั้นอาละวาด ซึ่งก็อาจเป็นอะไรได้ ตั้งแต่แลบลิ้นปลิ้นตาหลอกหลอน ไปจนถึงขั้นทำลายข้าวของเล็ก ๆ น้อย ๆ แล้วอาจจบลงด้วยการ treat เด็ก ๆ ได้ขนมในที่สุด

รูปภาพของ สาระดีดี.คอม

แหล่งที่มา : http://th.wikipedia.org

--------------------------------------------------------------------------------------------------

 
ทุน Victoria Doctoral Scholarships 2015

ทุน Victoria Doctoral Scholarships 2015

ทุนการศึกษานี้มีวัตถุประสงค์เพื่อส่งเสริมและสนับสนุนให้นักศึกษาที่สนใจรับทุนในระดับปริญญาเอกได้เข้าศึกษาที่ Victoria University of Wellington เป็นเวลา 3 ปี จำนวน 35 ทุน

ทุนการศึกษาที่จะมอบให้จะพิจารณาจากความเป็นเลิศของผลการศึกษา โดยเปิดโอกาสให้แก่ทั้งนักศึกษาชาวนิวซีแลนด์และนักศึกษาต่างชาติที่มีคุณสมบัติสอดคล้องกับระเบียบการรับสมัครที่มหาวิทยาลัยกำหนดได้รับทุนการศึกษาดังกล่าว

รายละเอียดทุน

1. ผู้ได้รับทุนจะได้รับเงินค่าใช้จ่ายปีละ $23,500

2. ค่าเล่าเรียน (Tuition Fees)

คุณสมบัติผู้สมัคร

ผู้สนใจสมัครรับทุนจะต้องมีคุณสมบัติการสมัครดังนี้

  • สำเร็จการศึกษาระดับปริญญาโท
  • มีความเป็นเลิศของผลการศึกษา
  • นักศึกษาชาวนิวซีแลนด์และนักศึกษาต่างชาติ

ระยะเวลาการรับสมัคร

หมดเขตรับสมัคร 1 พฤศจิกายน 2014

 

>>>>>>>>>>  อ่านข้อมูลเพิ่่มเติม

 
เทคนิคเบื้องต้นเพื่อเพิ่มคะแนน TOEFL
เทคนิคเบื้องต้นเพื่อเพิ่มคะแนน TOEFL

เรียบเรียงโดย : สาระดีดี.คอม

 

          การทำคะแนนสอบ TOEFL ให้อยู่ในระดับสูงสามารถทำได้โดยผู้เตรียมสอบต้องเริ่มเตรียมพร้อมโดยการวางแผนการเตรียมสอบที่มีประสิทธิภาพ  ซึ่งจะช่วยให้ผู้สอบทำคะแนนได้ดีตั้งแต่ครั้งแรกที่สอบ  มีเคล็ดลับ 4 ข้อสำหรับเพิ่มคะแนนสอบ TOEFL ซึ่งน่าจะเป็นผลดีต่อผู้เตรียมสอบ  ดังนี้

           1.  เลือกเครื่องมือเตรียมสอบที่ดีและเหมาะสม

          หากผู้เตรียมตัวสอบไม่คุ้นเคยกับการสอบ TOEFL  มาก่อน   สิ่งสำคัญสำหรับผู้เริ่มต้นคือการสร้างความคุ้นเคยกับแบบทดสอบ ตัวข้อสอบและโครงสร้างข้อสอบ   วิธีที่ดีที่สุดและเป็นวิธีง่ายๆ คือการทำแบบฝึกหัด    โดยในขั้นต้นผู้เตรียมตัวอสบควรตั้งใจอย่างเต็มที่ในการคัดหาหนังสือดีๆ สักเล่ม หรือเครื่องมือแนะนำการสอบ TOEFL ที่เหมาะสม   โดยสามารถเลือกเป็นหนังสือแนะนำ  ซีดี  เทป หรือไฟล์เสียง    บางครั้งผู้เตรียมตัวสอบอาจลังเลใจจากการโฆษณาต่างๆ หรือหน้าปกที่สวยงามของคู่มือ   ดังนั้นจึงควรหาข้อมูลหนังสือที่มีชื่อเสียงและเล่มที่มีผู้แนะนำให้ผู้ที่เตรียมตัวสอบอ่านมาแล้วหลายๆ รุ่นของการสอบ    ต่อมาให้ใช้เวลาทบทวนเกี่ยวกับกระบวนการที่จะช่วยให้ผู้เตรียมสอบจดจำข้อมูลต่างๆ ได้ดีขึ้น   ตัวอย่าง หากคุณรู้สึกไม่มีสมาธิในการอ่านหนังสือขณะอยู่บนรถโดยสารหรือรถไฟฟ้า  ให้คุณลองเปลี่ยนไปใช้เทป ซีดี หรือไฟล์เสียงที่สามารถฟังในขณะกำลังเดินทางเพื่อให้สามารถจดจำเทคนิคการทำข้อสอบได้ดียิ่งขึ้น

          2.  การตัดสินใจสมัครเรียนเพื่อเตรียมสอบ

          การสมัครเรียนเพื่อเตรียมสอบ TOEFL เป็นการเตรียมตัวสอบที่จะได้ผลดีกว่าอ่านหนังสือคู่มือ การอ่านเทคนิคต่างๆ  การทำแบบฝึกหัด และเรียนรู้จากเครื่องมือต่างๆ ด้วยตนเอง   สิ่งที่ผู้เรียนจะได้รับจากการลงเรียนในหลักสูตรเตรียมตัวสอบ TOEFL   คือ ประสิทธิภาพของการเรียนการสอน ความรู้ และโอกาสที่จะได้คะแนนสอบที่สูงขึ้น   เนื่องจากผู้เรียนจะมีโอกาสได้สอบถามข้อสงสัยหรือตั้งคำถามในเรื่องที่เฉพาะเจาะจงมากยิ่งขึ้นกับผู้สอน    อย่างไรก็ตามก่อนที่จะลงมือสมัครเรียนกับสถาบันกวดวิชา  ให้ผู้เรียนตรวจสอบให้มั่นใจว่าผู้สอนมีความรอบรู้เกี่ยวกับการสอบ TOEFL เป็นอย่างดี  และผู้สอนสามารถอธิบายและสอนสิ่งที่ยากๆ ให้คุณสามารถเข้าใจได้ง่ายขึ้น    คุณอาจขอสถาบันที่สนใจเข้าชมการเรียนการสอนก่อนที่จะตัดสินใจสมัครเรียนจริง

          3.  เรียนรู้เทคนิคเพื่อลดเวลาการทำข้อสอบ

          ในการสอบ TOEFL ผู้สอบจะได้พบกับคำถามที่มีตัวเลือกคล้ายกันบ่อยๆ อาทิ

          A) to destroy
          B) destroying
          C) destroyed
          D) was destroyed

          เมื่อผู้สอบพบกับคำถามลักษณะนี้  ให้จำไว้ว่า 90% ของคำถามจากตัวเลือกข้างต้นคำตอบน่าจะเป็นข้อ B หรือ ข้อ C    ทั้งนี้โดยทั่วไปข้อสอบ TOEFL จะมีลักษณะของแบบทดสอบวัดactive voice (-ing form) และ passive voice (-ed form)  เมื่อคุณพบคำตอบที่มีทั้ง -ed และ -ing อยู่ในคำถามข้อเดียวกันในตัวเลือก   คำถามข้อนั้นมีความเป็นไปได้สูงว่าตัวเลือกจะอยู่ 1 ในสองตัวเลือกดังกล่าว  ซึ่งนี่เป็นเพียงหนึ่งในหลายเทคนิคที่คุณจะได้เรียนรู้เมื่อได้ลงเรียนหลักสูตรเตรียมสอบ TOEFL หรือจากการทำแบบทดสอบอย่างเข้มข้น

          4.  ถามตัวเองว่าการเรียบเรียงประโยคสอดคล้องดีไหม

          ผู้เตรียมตัวสอบ TOEFL  ส่วนใหญ่มีความสามารถในการคิดประโยคคำพูดเป็นภาษาอังกฤษได้ค่อนข้างถูกต้องยกเว้นตอนต้องออกเสียง   ในทางเดียวกัน  นั่นหมายความว่าเราจะสามารถสนทนาในใจได้ดีหากเราสามารถออกเสียงได้ถูกต้อง   และความคิดภายในใจจะสะท้อนออกมาเป็นเสียงจริงได้หากไม่ยึดติดหลักของไวยกรณ์ (grammar rules)   หรืออีกนัยหนึ่งคือเราสามารถพูดประโยคภาษาอังกฤษได้ถูกต้องได้ง่ายๆ ด้วยการคิดและพูดออกมาดังๆ   ดังนั้นการฝึกอ่านอ่านออกเสียงจึงเป็นการฝึกฝนให้ผู้เตรียมสอบได้คุ้นเคยกับรูปประโยคได้ค่อนข้างดีวิธีหนึ่ง

          ความจริงในเรื่องนี้จะทำให้คุณสามารถจัดการกับความสับสนเมื่อเจอกับข้อสอบ TOEFL    ในการทำข้อสอบที่ต้องพิจารณาใช้คำในตัวเลือกเข้าแทนที่คำภายในประโยคให้ลองอ่านดูว่าเมื่อเติมคำลงไปแล้วประโยคเหมาะสมดีหรือไม่   หากลองอ่านออกเสียงแล้วเสียงที่อ่านทั้งประโยคไม่ติดขัด ก็มีความเป็นไปได้ว่าคำตอบดังกล่าวเป็นตัวเลือกและคำตอบที่ถูกต้อง   

          เทคนิคง่ายๆ เหล่านี้ สามารถช่วยให้คุณเพิ่มคะแนน TOEFL ได้ไม่มากกน้อย   ขอให้จำไว้ว่าการหมั่นฝึกฝน  ทบทวน และทำแบบทดสอบสม่ำเสมอจะช่วยให้คุณสามารถเพิ่มคะแนนสอบให้สูงขึ้นได้

 

จำนวนผู้เยี่ยมชม

mod_vvisit_countermod_vvisit_countermod_vvisit_countermod_vvisit_countermod_vvisit_countermod_vvisit_countermod_vvisit_countermod_vvisit_countermod_vvisit_counter
mod_vvisit_counterวันนี้1053
mod_vvisit_counterเมื่อวานนี้2237
mod_vvisit_counterเดือนนี้58482
mod_vvisit_counterผู้เข้าชมเว็บไซต์ทั้งหมด1817197

Who's Online

เรามี 53 บุคคลทั่วไป ออนไลน์

ความคิดเห็น

ท่านใช้งานส่วนใดของสาระดีดี.คอม มากที่สุด